ประวัติของผ้าไหมมัดหมี่

ผ้าไหมมัดหมี่ นับว่าเป็นการทอผ้าอย่างหนึ่งที่มีจากการสร้างการเกิดลวดลายก่อนที่จะทำการย้อมสีลงไป การทำลายผ้ามัดหมี่เป็นการเอาเชือกมามัดด้วยด้ายหรือด้วยมัดเส้นไหมตามลวดลายที่ได้ออกแบบเอาไว้ นอกจากนี้การมัดและย้อมลายโดยจะมีการทำทั้งเส้นทางแนวยืน และแนวนอนหรือที่เรียกว่าแนวพุ่ง โดยจะมีการสันนิษฐานว่าการมัดลายในแนวยืนนั้น น่าจะมีมาก่อนในแนวพุ่ง และจากการสืบค้นประวัติศาสตร์ ก็มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับแบบอย่างมาจากประเทศอินเดียนั่นเอง โดยเกิดขึ้นในสมัยโบราณที่มีการค้าขายกันและติดมากับสินค้าอื่น

ในเรื่องของการทอผ้ามัดหมี่โบราณนั้น จะนิยมการย้อมสีด้วยสีธรรมชาติ อย่างเช่น สีแดงจากครั่ง สีน้ำเงินก็ใช้สีจากคราม และส่วนผ้าไหมมัดหมี่จะนิยมทำในกลุ่มไท-ลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอิสานของไทย จากเส้นทางการรับแบบอย่างของผ้ามัดหมี่ คือจากอินเดียนั้น ก็จะผ่านมาทางอินโดนีเซียและกัมพูชาหรือเขมร ดังที่เราจะเห็นได้ว่าผ้าไหมมัดหมี่ของทั้งจังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ จะออกเป็นวัฒนธรรมที่เป็นแบบเขมรอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง

ปัจจุบันนั้น ผ้ามัดหมี่มีการทำกันอย่างแพร่หลายมากมายในหลายจังหวัด สามารถทำได้ดีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมก็จะยิ่งมีความสวยงามมากเข้าไปอีก นอกจากตัวผ้าไหมเองแล้ว ลวดลายและสีสันของผ้า ก็ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความสวยงามให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย การอนุรักษ์ลวดลายโบราณ และนำมาประยุกต์ใช้นั้น จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาเป็นอย่างมากที่สุด ดังนั้น การเก็บรวบรวมองค์ความรู้ ในเรื่องของการผลิตผ้าไหมมัดหมี่สีธรรมชาติเพื่อการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปจึงเป็นเรื่องที่ดีและทางภาครัฐก็ควรให้การสนับสนุน เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นวัฒนธรรมแบบโบราณของไทยเอาไว้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

และนอกจากนี้ สำหรับลวดลายต่างๆที่มีการสร้างสรรค์มาแต่โบราณนั้น ถือได้ว่าเป็นงานศิลป์ที่ควรแก่คุณค่าให้เป็นสินทรัพย์ของแผ่นดินไทย เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานได้มีโอกาสได้ชมความงามสืบต่อกันไป